ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

ผู้เขียน หัวข้อ: สินเชื่อรถยนต์ รถแลกเงิน รถผ่อนอยู้ก็กู้ได้ ไม่เช็คแบล็คลิส ติดแบล็คลิสก็จัดได้  (อ่าน 73127 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


หากไม่อยาก ซ่อมรถ บ่อยๆ ให้หมั่นเช็คสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอ
ยางรถยนต์
ยางรถยนต์คือสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้รถวิ่งไปได้ ดังนั้นเราจึงควรหมั่นตรวจสอบยางรถยนต์ทั้ง 4 ล้อ รวมถึงยางอะไหล่ว่าอยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานหรือไม่ มีลมยางของล้อไหนอ่อนกว่าเส้นอื่นๆ ไหม หากพบเจอว่ามีการผิดปกติเกิดขึ้น ให้เราพยายามมองหาร่องรอบของรูรั่ว รอยบาดต่างๆ รอยแตกในยาง หากพบว่ามีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นให้เรารีบนำรถเข้าอู่เพื่อซ่อมแซมให้เร็วที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง
น้ำมันเครื่อง
เราไม่ควรปล่อยให้น้ำมันเครื่องแห้งอย่างเด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้นเครื่องยนต์ของรถเราได้พังแน่ๆ ดังนั้นเราจึงควรหมั่นตรวจสอบในส่วนนี้ด้วย โดยวิธีการตรวจสอบก็คือ ให้เราดึงก้านน้ำมันเครื่องออกมาในขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน จนถึงอุณหภูมิปกติแล้วดับสักครู่ (1-5นาที) ต่อมาให้เราเช็ดทำความสะอาดตรงส่วนปลายของก้านที่มีน้ำมันเครื่องติดออกมาด้วย  เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้วให้เราทำการใส่กลับเข้าไปที่เดิมอีกครั้ง ทิ้งไว้สักครู่แล้วจึงดังออกมาวัดระดับดูว่ามีน้ำมันเครื่องเหลือปริมาณเท่าใด โดยให้เราดูจากวัดระดับ ซึ่งเราควรจะให้ระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในจุด F หรือ FULL จึงจะเป็นการดีที่สุดครับ
ผ้าเบรค
ผ้าเบรกก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่เราควรใส่ใจเพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในการขับขี่ของเรา โดยวิธีการตรวจสอบก็เช่น ฟังเสียงรถขณะเบรครถ ว่ามีเสียงเหล็กเสียดสีกันหรือไม่ หากว่ามีแสดงว่าผ้าเบรคของรถเราอาจจะหมดแล้ว เป็นต้น นอกจากวิธีที่เรากล่าวมานี้ยังมีอีกหลายวิธีที่จะสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง แนะนำว่าหากเรารู้สึกไม่มั่นใจว่าผ้าเบรครถเรามีปัญหาหรือเปล่าก็ลองเอารถเข้าอู่แล้วปรึกษาช่างดูจะดีกว่าครับ เพราะหากเปรียบเทียบราคาค่าผ้าเบรคกับความปลอดภัยของเราแล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากๆ ครับ
น้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำ
การที่เราจะเช็คน้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำแนะนำว่าควรเช็คในช่วงเช้า ก่อนที่เราจะสตาร์ทเครื่องยนต์ จะเป็นการดีที่สุด หรือหากไม่สะดวกช่วงเช้าก็อาจจะเช็คในช่วงอื่นๆ ที่เครื่องยนต์ไม่มีความร้อนก็ได้เช่นกัน ส่วนวิธีการตรวจเช็คก็คือ ให้เราเปิดฝาหม้อน้ำ หรือถังพักน้ำสำรองออกดู ให้เราดูสี ดูภาพ ของน้ำว่าสัยังดูดีเหมือนตอนแรกอยู่หรือไม่ ระดับน้ำลดลงไปมากขนาดไหน หากว่าระดับน้ำลดลงไปมาก ก็ให้เราเติมด้วยน้ำยาหล่อเย็น เพราะน้ำมันหล่อเย็นจะช่วยป้องกันหม้อน้ำได้ดีที่สุด
แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินจนไม่สามารถหาน้ำยาหล่อเย็นได้ ก็สามารถใช้น้ำเปล่าแทนได้ แต่แนะนำว่าควรใช้วิธีนี้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินจริงๆ เท่านั้น รวมถึงถ้าสภาพสีของน้ำในตอนที่ตรวจเช็คดูไม่ดี มีสีของสนิมอยู่มาก ก็ให้รีบเปลี่ยนทันทีเช่นกันครับ
สัญญาณไฟ
สัญญาณไฟก็ถือว่าสำคัญ เพราะว่าเมื่อเราขับขี่รถยนต์นั้น การให้สัญญาณไฟต่างๆ ก็จะเป็นการสื่อสารกับรถคันอื่นๆ ทราบว่าเรานั้นจะทำอะไร เช่น เปิดไฟสัญญาณซ้าย เพื่อสื่อสารว่าเรานั้นต้องการที่จะเลี้ยวซ้าย เป็นต้น ดังนั้นเราจึงควรดูแลไฟต่างๆ ในรถให้อยู่สภาพดีเสมอ ทั้ง ไฟหน้าสูง-ต่ำ ไฟท้าย ไฟเลี้ยว ไฟเบรก ไฟถอยหลัง ไฟฉุกเฉิน ฯลฯ หากพบว่ามีไฟส่วนไหนเสียหายหรือไม่สามารถใช้งานได้ ก็ให้เรารีบเปลี่ยนใหม่โดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองครับ

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


ลมยางรถยนต์ควรเติมเท่าไหร่จึงจะดีที่สุด?

การเติมลมยางรถเก๋งทั่วไป ควรเติมเท่าไหรจึงจะเหมาะสมที่สุด?

ลมยางรถยนต์เป็นสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด เพราะแรงดันลมยางที่อ่อนหรือแข็ง ส่งผลต่อสมรรถนะการขับขี่อย่างรู้สึกได้ และยังมีผลต่อความปลอดภัยขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงอีกด้วย

แรงดันลมยางที่เหมาะสมสำหรับรถเก๋งทั่วไป ล้อหน้าและล้อหลังควรมีแรงดันลมยางอยู่ที่ 30-32 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) สำหรับการใช้งานปกติ แต่หากต้องบรรทุกผู้โดยสารเต็มอัตรา 5 ที่นั่ง พร้อมสัมภาระท้ายรถ ควรเพิ่มแรงดันล้อหน้าเป็น 33-35 PSI และล้อหลังควรเพิ่มเป็น 37-39 PSI เพื่อรับกับน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นมา

ส่วนรถกระบะควรเติมลมยางมากกว่ารถเก๋งปกติ โดยหากไม่มีสิ่งของบรรทุกควรมีแรงดันอยู่ที่ 36-38 PSI และล้อหลังอยู่ที่ 40-42 PSI หากมีน้ำหนักบรรทุกด้านท้ายควรเพิ่มลมยางล้อหลังขึ้นเป็น 49-51 PSI เพื่อป้องกันรถยางระเบิดหากขับขี่ด้วยความเร็วสูง

ทั้งนี้ หากเติมลมยางมากจนเกินพอดี จะลดประสิทธิภาพการเกาะถนนของยาง และทำให้ช่วงล่างแข็งกระด้างมากขึ้น แต่หากเติมลมยางน้อยเกินไป หรือปล่อยให้ยางอ่อน จะเสี่ยงต่อยางระเบิดขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้ครับ

ทางที่ดีควรหมั่นเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และสังเกตอาการรั่วซึมอยู่เสมอเพื่อความปลอดภัยครับ

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


การขับรถตกหลุมบ่อยๆ ก่อให้เกิดผลเสียกับตัวรถอย่างไรบ้าง?

คนใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่คงทราบดีว่า ถนนในบ้านเรามักมีสภาพไม่ค่อยดีนัก เพราะต้องเจอทั้งหลุมบ่อ ฝาท่อที่ไม่เรียบกับพื้นถนน รวมถึงพื้นผิวถนนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งล้วนแต่บั่นทอนอายุการใช้งานของช่วงล่างให้เสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ เราไปดูกันว่าหากขับรถตกหลุมเหล่านี้บ่อยๆ จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวรถอย่างไรบ้าง

1.ช่วงล่างเสื่อมสภาพไว

      ช่วงล่างเป็นชิ้นส่วนที่รองรับแรงสะเทือนจากล้อโดยตรง แม้ว่ารถแต่ละคันจะถูกออกแบบมาให้ช่วงล่างมีความทนทานสูงอยู่แล้ว แต่หากขับตกหลุมอยู่บ่อยๆ ก็จะมีผลให้ช่วงล่างเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติได้ ซึ่งชิ้นส่วนที่มักได้รับผลกระทบ เช่น

     - ลูกหมากเริ่มหลวมตัว ทำให้มีอาการโยกคลอน เมื่อขับผ่านถนนขรุขระ จะได้ยินเสียง "กุกๆ" มาจากช่วงล่าง
     - โช้คอัพเสื่อมไว อาจมีน้ำมันรั่วซึมออกมาจากกระบอกโช้คอัพ เป็นอาการที่แสดงว่าโช้คอัพเสื่อมแล้ว บางคันอาจพบอาการยางรองโช้คแตก ทำให้มีเสียงกุกกักขณะเบรกหรือออกตัว

2.ล้อและยางเสียหาย

      หากตกหลุมอย่างรุนแรง อาจทำให้ล้อแม็กคด เมื่อขับด้วยความเร็วสูงจะทำให้รถมีอาการสั่น บางคันอาจพบอาการยางบวม ปริ ซึ่งเป็นอันตรายหากขับขี่ด้วยความเร็วสูง

3.ทำให้รถมีเสียงดังรอบคัน

      การขับรถตกหลุมบ่อยๆ นอกจากจะทำให้ช่วงล่างเสียหายแล้ว ยังส่งผลต่อโครงสร้างความแข็งแรงของตัวถังได้ เนื่องจากจุดยึดต่างๆ มีการบิดตัวได้มากขึ้น ส่งผลให้เมื่อขับรถตกหลุม จะมีอาการสะเทือนไปทั้งคัน พร้อมทั้งมีเสียงดังน่าคำราญ

      เมื่อรู้แบบนี้แล้ว หากจำเป็นต้องขับรถผ่านถนนขรุขระ ก็ควรชะลอความเร็วให้เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นครับ

 

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


ก่อนขับรถดื่มแอลกอฮอล์ได้แค่ไหน จึงจะไม่โดนจับ?

ตามกฎหมายได้ระบุปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดไว้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากเกินกว่านั้นจะถือว่าเมาแล้วขับ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 - 20,000 บาท หรือทั้งจำและปรับ รวมถึงพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตเลยทีเดียว

     ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่า แล้วปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เนี่ย สามารถดื่มได้ขนาดไหน ซึ่งคุณสามารถจำง่ายๆ ดังนี้

     1.สุรา ประมาณ 90 ซีซี ไม่ผสม หรือผสมในปริมาณ 1 ฝาต่อแก้ว จำนวนไม่เกิน 6 แก้ว หรือ

     2.เบียร์ ประมาณ 2 กระป๋อง หรือ 2 ขวดเล็ก หรือ

     3.เบียร์ไลท์ ประมาณ 4 ประป๋อง หรือ 4 ขวดเล็ก หรือ

     4.ไวน์ ปริมาณต่อแก้ว 80 ซีซี ไม่เกิน 2 แก้ว

     ซึ่งปริมาณแอลกอฮอล์เหล่านี้ หากขับรถภาย 1 ชั่วโมงหลังจากดื่ม ปริมาณแอลกอฮอล์จะไม่อยู่ในระดับที่เกินกฎหมายกำหนด แต่ทางที่ดีควรหยุดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อยประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมงก่อนขับรถ พร้อมทั้งดื่มน้ำในปริมาณมากๆ เพื่อให้แอลกอฮอล์ถูกขับถ่ายมาทางปัสสาวะ อีกทั้งไม่ควรดื่มเครื่องดื่มหลายชนิดผสมกัน เพราะอาจทำให้เกิดความสับสนจนทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดได้

     แต่ถ้ามีทางเลือกอื่น เช่น กลับแท็กซี่, ให้เพื่อน (ที่ไม่ดื่ม) ขับรถแทน ฯลฯ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากโขครับ


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


เคล็ดลับพ่วงสายแบตอย่างไรไม่ให้ไฟช็อต!

 ปัญหาแบตเตอรี่หมดบางครั้งไม่ใช่เพราะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพแล้วเท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะเผลอลืมเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทิ้งเอาไว้ นานๆเข้าก็ทำให้แบตเตอรี่หมดได้เหมือนกัน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแบตหมด?

     อาการแบตเตอรี่รถหมดนั้น สังเกตได้จาก 1.ระบบเซ็นทรัลล็อกไม่ทำงาน หรือทำงานช้ากว่าปกติ 2.เมื่อบิดกุญแจ (หรือกดปุ่มสตาร์ท) ไปที่ตำแหน่ง ON พบว่าไฟหน้าปัดหรี่กว่าปกติหรือไม่ติดเลย 3.เมื่อบิดสตาร์ทพบว่ามีเสียงดังแชะถี่ๆ ออกมาจากห้องเครื่อง ไม่เหมือนกับเสียงสตาร์ทปกติ หรืออาจไม่มีเสียงใดๆเลย

     หากคุณเจออาการเหล่านี้ ฟันธงได้เลยว่า รถคุณจำเป็นต้องพ่วงแบตฯแน่นอนครับ

 

วิธีการพ่วงแบตเตอรี่มีดังนี้

     1.ก่อนอื่นเราจะต้องมีสายพ่วงแบตเสียก่อน หากซื้อเป็นอุปกรณ์ติดรถเอาไว้ก็ดี แม้ไม่ได้ใช้งานเอง แต่ก็อาจเอาไว้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมถนนอื่นๆได้ยามจำเป็น และแน่นอนว่าจะต้องมีรถที่ใช้งานได้อยู่ด้วย เพื่อพ่วงแบตฯให้กับรถคันที่สตาร์ทไม่ติดนั่นเอง

     2.นำสายแดงหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่คันที่แบตหมด แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วบวกของรถคันที่แบตดี

     3.นำสายดำหนีบด้านหนึ่งเข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่คันที่แบตดี แล้วจึงหนีบเข้ากับขั้วลบของคันที่แบตหมด (หรือหนีบกับหัวน็อตที่อยู่ในห้องเครื่องก็ได้)

     4.ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าของรถทั้งสองคันให้หมด ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้า, ระบบแอร์, เครื่องเสียง ฯลฯ

     5.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตดีทิ้งไว้ อาจเร่งเครื่องเล็กน้อยหากพ่วงกับรถที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่า เพราะกระแสไฟมีการกระชากรุนแรง

     6.สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตหมดตามปกติ เมื่อติดแล้วให้เร่งเครื่องประมาณ 2,000-3,000 รอบต่อนาที เพื่อปั่นกระแสไฟให้มากขึ้น ทำเช่นนี้ประมาณ 1 นาที แล้วจึงถอดสายแบต

 

วิธีถอดสายพ่วงแบตที่ถูกต้อง

     ควรถอดสายพ่วงขั้วลบ (สีดำ) ของทั้งสองคันออกเสียก่อน แล้วจึงถอดสายขั้วบวก (สีแดง) จึงถือเป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนกระบวนการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์

 


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


"ไฟตัดหมอก" จริงๆ แล้วควรเปิดเมื่อใด?

 ไฟตัดหมอกถือว่าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่ติดตั้งในรถยุโรปแบรนด์หรูส่วนใหญ่มาร่วม 30 ปีแล้ว ซึ่งมีทั้งที่ติดตั้งไว้ในชุดโคมไฟใหญ่ และแยกออกมาติดตั้งไว้บริเวณกันชน รวมถึงไฟตัดหมอกหลังที่มักอยู่ในชุดโคมเดียวกับไฟท้าย พร้อมสวิตช์ปิด-เปิดอยู่ภายในรถ

     ขณะที่รถจากฝั่งญี่ปุ่นนั้น 'ไฟตัดหมอก' ก็ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเกือบทุกรุ่นที่วางจำหน่ายในปัจจุบันแล้วเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นไฟตัดหมอกด้านหน้า ขณะที่ไฟตัดหมอกหลังยังคงมีให้เป็นบางรุ่น บางยี่ห้อเท่านั้น

เมื่อไหร่ควรเปิดไฟตัดหมอก?

     โดยปกติแล้ว ไฟตัดหมอกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จะมีการเปิดใช้ก็ต่อเมื่อสภาพอากาศภายนอกแย่จัด จนส่งผลกระทบต่อทัศนวิสัยเท่านั้น (หากฝนตกปอยๆ แบบใช้ที่ปัดน้ำฝนช้าๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดหรอกครับ) ให้สังเกตว่าหากเราไม่สามารถมองเห็นไฟท้ายรถคันหน้าท่ามกลางสายฝนในระยะ 50-100 เมตร ก็สามารถเปิดไฟตัดหมอกช่วยได้แล้วครับ เมื่อทัศนวิสัยกลับมาเป็นปกติก็ให้รีบปิดไฟตัดหมอกโดยทันที

 

ขับรถทางไกลยามค่ำคืน เปิดไฟตัดหมอกหน้าทิ้งไว้ดีหรือไม่?

     จริงอยู่ที่ว่า เมื่อเปิดไฟตัดหมอกคู่กับไฟหน้า จะทำให้ไฟหน้าดูสว่างขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะส่องได้ไกลขึ้นแต่อย่างใด แถมยังอาจรบกวนสายตาผู้ร่วมทางที่วิ่งสวนมาอีกต่างหาก ทางที่ดีผู้ที่ต้องขับขี่ทางไกลยามวิกาลบ่อยๆ การลงมือปรับตั้งไฟหน้าให้ส่องสว่างได้ไกลขึ้นกว่าปกติเล็กน้อย จะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า (แต่ต้องไม่ปรับให้สูงจนแยงตารถคันที่สวนมาด้วยนะครับ

 


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


เติมน้ำมันเครื่องเกินกำหนด มีผลเสียต่อเครื่องยนต์หรือไม่?
   
    การใช้งานรถยนต์นอกจากจะต้องดูแลรักษา และเช็กระยะตามกำหนดแล้ว การเอาใจใส่ในรายละเอียดต่างๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างเช่นในเรื่องของน้ำมันเครื่อง

     เมื่อถึงระยะเปลี่ยนถ่าย ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า น้ำมันเครื่องเก่าที่หมดอายุ หรือหมดประสิทธิภาพต้องถูกถ่ายออก เพื่อเปลี่ยนไปใช้น้ำมันเครื่องใหม่ที่มีประสิทธิภาพเต็มร้อย มาใช้งานแทน

     แต่บางครั้งช่างผู้เปลี่ยนถ่าย หรือตัวคุณเอง (ในกรณีที่ทำเป็น) อาจจะเติมน้ำเครื่องเข้าไปจนเต็มแม็กซ์ หรือล้น กระทั่งเลยขีดบนจากไม้วัดที่กำหนดไว้ เพราะไม่อยากเสียเวลาเติมบ่อยๆ เติมให้หมดแกลลอนครั้งเดียวไปเลยจะได้ไม่ต้องเก็บไว้ให้เปลืองพื้นที่ หรือไม่ว่าจะเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ ถือว่าไม่ควรทำอย่างยิ่ง

     เพราะหากคุณเติมจนเลยขีดบนมากเกินไป (ประมาณ 10 - 20 มิลลิเมตร) เกิดปัญหาขึ้นแน่ๆ เพราะน้ำมันเครื่องที่เกินมานั้นจะพยายามหาทางออกตามส่วนต่างๆ ของเครื่องยนต์ ซึ่งหลักๆ แล้วคงหนีไม่พ้นตัวประเก็น ที่ต้องเป็นผู้โชคร้าย ดังนั้นให้แก้ไขทันที ด้วยการถ่ายน้ำมันเครื่องที่เกินมานั้นออกให้หมด แต่ถ้าเกินมานิดหน่อย (ประมาณ 2 - 3 มิลลิเมตร) ก็ถือว่าไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องถ่ายออก

     สุดท้ายนี้ นอกจากจะต้องระวังเรื่องเติมน้ำมันเครื่องเกินระดับแล้ว สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ น้ำมันเครื่องลดน้อยลงต่ำกว่าขีดล่าง เพราะหากน้ำมันเครื่องน้อย หรือแห้ง คราวนี้จะไม่ใช่แค่ประเก็นที่เสียหาย แต่จะเป็นทั้งตัวเครื่องยนต์ที่ได้รับผลกระทบ จนเครื่องพัง และถ้าหนักหน่อยอาจถึงขั้นยกเครื่องใหม่กันเลยทีเดียว ทางที่ดีหมั่นตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่องให้ดี อย่าให้ต่ำกว่า หรือเกินระดับที่กำหนดไว้ก็พอครับ


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


"Cruise Control" ใช้ให้เป็นช่วยประหยัดน้ำมันได้

    ทุกวันนี้เรื่องราวของการประหยัดน้ำมันนั้นดูจะได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น แต่เรื่องหนึ่งที่หลายคนมักมองข้ามไปนั้นคือเทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้ามาในรถปัจจุบัน ซึ่งหลายอย่างมีประโยชน์ช่วยเพิ่มสมรรถนะและประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันได้

     ระบบล็อคความเร็วขับขี่ หรือ Cruise Control ที่มักจะถูกติดตั้งมาในรถยนต์หลายรุ่น เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย แต่เชื่อหรือไม่ว่า ในความสะดวกสบายนั้น ก็ยังมีประโยชน์ด้านการประหยัดน้ำมันรวมอยู่ด้วย

     พื้นฐานของการขับรถให้ประหยัด ข้อสำคัญคือการให้รถขับขี่ด้วยความเร็วคงที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่นั่นแหละครับ เท้าเราหรือจะสู้เครื่องจักรที่สามารถล็อคความเร็ว โดยการส่งสัญญาณไฟฟ้าในอัตราที่คงที่จากคันเร่งที่ปลายเท้าเราไปสู่ลิ้นปีกผีเสื้อที่เครื่องยนต์ ทำให้มีอัตราเปิดที่คงที่และมันหมายถึงคุณจะได้ความประหยัดและความสบายเพิ่มมากขึ้นด้วย

 หลายคนไม่เคยแตะระบบ Cruise Control เลยสักครั้งตั้งแต่ใช้รถมา ทั้งๆที่บางคนก็รู้ว่ามี แต่ยังไม่เข้าใจในวิธีการทำงาน ซึ่งวันนี้เราจะมาสอนการใช้งานระบบ Cruise Control กัน

     1.จะใช้เมื่อไร สภาวะใช้งานที่เหมาะสมของระบบ Cruise Control คือการใช้เมื่อคุณทีระยะทางที่สามารถขับด้วยความเร็วคงที่ได้นานๆ หรือ พูดง่ายๆ คือ ใช้ยามไปต่างจังหวัดถือว่าเหมาะสมที่สุด

     2.เริ่มเปิดระบบใช้งาน การใช้งานระบบ Cruise Control โดยทั่วไปแล้วระบบนี้มักจะติดตั้งให้ใช้งานง่าย บางรุ่นอาจจะอยู่หลังพวงมาลัยด้านขวา แต่กับรถรุ่นใหม่ที่มาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังชั่นนั้นมันจะอยู่ที่บนพวงมาลัย โดยสังเกตคำว่า Cruise หรือบ้างก็เป็นสัญลักษณ์รูปภาพ

     3.ทำความเร็วตามต้องการ ให้เราทำความเร็วตามที่ต้องการ (โดยปกติ Cruise control จะทำงานได้เมื่อมีความเร็วเกิน 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป) จากนั้นกดปุ่ม Set ที่อยู่ใกล้ๆ กัน ระบบก็จะทำการล็อคความเร็ว ที่ใช้อยู่ทันที

4.ยามต้องการเพิ่มหรือลดความเร็ว กดปุ่ม + / - จะเป็นการค่อยๆ เพิ่มหรือลดความเร็ว หรือใช้คันเร่งเพื่อเพิ่มความเร็วไปยังที่ต้องการได้ เมื่อคุณปล่อยคันเร่งรถก็จะมาอยู่ในความเร็วที่เซทไว้ก่อนหน้านี้ แต่ถ้าต้องการล็อคความเร็วที่เพิ่ม ให้กด Set

     5. ยกเลิก Cruise Control โดยปกติแล้วจะมี 2 วีธีสำคัญ คือ 1 แตะเบรค ซึ่งทันทีที่คุณแตะแป้นเบรกเบาๆ ระบบ Cruise Control จะทำการยกเลิกการล็อคความเร็วอัตโนมัติ หรือ หากต้องการใช้ความละมุนละม่อม ก็ให้กดปุ่ม Cancel ระบบก็จะปลดตัวเองออกจากการล็อคความเร็วทันที และสามารถกด RES หรือ RESUME เพื่อกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้แต่แรกได้

     ความจริงแล้วการใช้งานระบบ Cruise control นั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการรู้วิธีใช้งานคือการจับจังหวะว่าตรงไหนที่เราควรจะใช้ Cruise เข้าช่วยเพื่อเพิ่มสมรรถนะการประหยัดน้ำมัน และนั่นคือสิ่งที่คุณต้องเก็บเกี่ยวเองจากประสบการณ์บนถนน


ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


รถเพิ่งโอนก็ทำได้ ไม่ต้องรอครอบครอง3เดือน

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


อยากได้เงินสดรถคุณช่วยได้ ติดบูโรก็ทำได้
รถเพิ่งโอนก็ทำได้ ไม่ต้องรอถือเล่ม 3 เดือน

อยากให้ค่างวดลดลง ยืดระยะเวลาผ่อนชำระ เลื่อนวันจ่ายค่างวด ให้ตรงกับเงินเดือนออก
หรืออยากได้เงินเหลือมาลงทุนเราช่วยได้

รถยังผ่อนอยู่ก็ทำได้ ให้ยอดสูง อนุมัติง่าย
พิเศษสุดสำหรับลูกค้า กทมและปริมณฑล มีบริการเซ็นเอกสารนอกสถานที่ โดยที่ลูกค้าไม่ต้องลางานด้วยครับ

สนใจสมัคร ทักแชทเลย หรือ
https://www.d-credit.com/
083-299-6658
line id:d-credit

ออฟไลน์ d-credit

  • สมาชิกใหม่
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1865
  • กระทู้: 0
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กทม
  • ชื่อเล่น: ดีเครดิต
  • รถ: ไม่มีข้อมูล
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม


5 วิธีดูแล "รถสีขาว" ใช้อย่างไรก็ไม่เหลือง

  รถสีขาวถือเป็นสียอดฮิตของคนไทยในปัจจุบันไปแล้ว แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า รถสีขาวอาจเหลืองหมองได้อย่างรวดเร็วหากดูแลรักษาไม่ถูกวิธี ทำให้ดูเก่าเร็วกว่ารถสีอื่น Sanook!Auto จึงมีเทคนิคการดูแลรถสีขาวมาฝากกันครับ

1.หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด

     สีขาวจะเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากได้รับแสงแดดเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดคราบหมอง เหลือง ได้เร็วกว่าสีอื่นๆ ทางที่ดีควรหาที่จอดรถในร่มทั้งที่บ้าน หรือที่ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับแสงแดดโดยตรง ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้รถไม่หมองเร็ว

2.ล้างรถอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

     จริงๆแล้วข้อนี้สำคัญกับทุกสี เนื่องจากจะเป็นการช่วยล้างคราบสกปรกต่างๆ เช่น มูลนก, โคลน, คราบน้ำมัน และอื่นๆออกไป ก่อนที่จะทำอันตรายต่อชั้นผิวสี แต่สำหรับรถสีขาวนั้น ควรแยกฟองน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ฟองน้ำสำหรับล้างตัวถังส่วนบนและตัวถังส่วนล่าง เนื่องจากส่วนล่างของรถสกปรกกว่ามาก การใช้ฟองน้ำร่วมกันจะทำให้เกิดคราบจางๆบนตัวถังได้ ซึ่งรถสีขาวจะเห็นได้ชัดกว่าสีอื่น



3.เช็ดรถให้แห้งและสะอาด

     เมื่อล้างเสร็จแล้ว ไม่ควรปล่อยให้รถแห้งเอง ทางที่ดีควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์สำหรับเช็ดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอย และต้องมั่นใจว่าเช็ดจนแห้งทุกจุด เพราะตัวถังสีขาวจะเห็นคราบน้ำได้ยาก อาจทำให้เป็นรอยด่างได้

4.เคลือบสีรถเป็นประจำ

     ควรให้น้ำยาเคลือบสีรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวรถเกิดฟิล์มบางๆเคลือบเอาไว้ ช่วยชลอการเกิดคราบเหลือง และที่สำคัญควรเลี่ยงน้ำยาเคลือบที่มีส่วนผสมของ 'คานูบ้า' เนื่องจากจะยิ่งเป็นการทำให้รถเหลืองเร็วกว่าปกติ

5.ใช้ดินน้ำมันล้างรถ

     การใช้ดินน้ำมันล้างรถ ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสามารถดึงคราบสกปรกออกจากตัวรถได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้คืนความเงางามของสีรถกลับมาได้อีกด้วย

     คำแนะนำที่กล่าวไปข้างต้นสามารถใช้ได้กับทุกสีรถนะครับ ถึงแม้ว่าจะดูธรรมดาๆไปสักหน่อย แต่หากปฏิบัติได้ดังนี้แล้ว ก็จะช่วยยืดอายุของสีรถให้ยังคงสดใสได้อย่างยาวนานแน่นอนครับ