ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

ผู้สนับสนุนเว็บไซต์

Lamina_yaris
Dhipaya_yaris_02

สนใจติดต่อลงแบนเนอร์โฆษณา หรือปักหมุดกระทู้ คลิกที่นี่

NVyangyont LP
Lock Tech
tisco
สนใจติดต่อลงแบนเนอร์โฆษณา หรือปักหมุดกระทู้ คลิกที่นี่

ผู้เขียน หัวข้อ: อันตรายจากการขับขี่ยานพาหนะช่วงฝนตก และในบริเวณที่มีน้ำขัง  (อ่าน 2489 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ sun sukata

  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 33341
  • กระทู้: 69
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพ
  • ชื่อเล่น: sun
  • รถ: 1.2 G
  • สีรถ: สีขาว
    • ดูรายละเอียด
    • แนะนำประกันภัยรถยนต์
    • รางวัลและกิจกรรม
 Share 

อันตรายจากการขับขี่ยานพาหนะช่วงฝนตก และในบริเวณที่มีน้ำขัง
การขับขี่ยานพาหนะในช่วงเวลาฝนตกและในบรเวณที่มีน้ำท่วมขัง ถือเป็นหนึ่งในสถานะการณ์เสี่ยง ที่ไม่สามารถเลี่ยงได้ ทั้งยังส่งผลให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้นอีกด้วย เพื่อความปลอดภัย ผู้ขับขี่จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการขับขี่ด้วยความเร็วในสถานะการณ์ดังกล่าว  คุณรู้หรือไม่ว่าสถิการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเดือนมิถุนายนต์-ตุลาคม คิดเป็น 38.88% ของจำนวนการเกิดอุบัติเหตุตลอดทั้งปี
ข้อมูลจาก carprakan.com

ทำไมขับขี่ยานพาหนะในสภาพถนนที่มีน้ำขังจึงอันตราย
1.   ประสิทธิภาพในการเบรคลดลง เมื่อถนนเปียกแรงเสียดระหว่างล้อและถนนจะน้อยกว่าช่วงที่ถนนแห้ง
•   ระยะหยุดรถระหว่างถนนแห้งและถนนเปียก
•   ความเร็ว 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระยะที่สามารถหยุดรถบนถนนที่แห้งคือ 25 เมตร และถนนเปียกระยะที่สามารถหยุดรถได้คือ 36 เมตร
•   ความเร็ว 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระยะที่สามารถหยุดรถบนถนนที่แห้งคือ 52 เมตร และถนนเปียกระยะที่สามารถหยุดรถได้คือ 81 เมตร
•   ความเร็ว 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระยะที่สามารถหยุดรถบนถนนที่แห้งคือ 102 เมตร และถนนเปียกระยะทีสามารถหยุดรถได้คือ 169 เมตร
•   จะเห็นได้ว่าการขับขี่เร็วขึ้น จะต้องใช้ระยะหยุดรถให้มากขึ้นด้วยนะ
2.   การเหินน้ำ
•   ความเร็วที่เหมาะสม คือ 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ล้อสามารถรีดน้ำได้ดีรีดน้ำทัน และยางก็สัมผัสผิวถนนได้ดี
•   การขับที่เร็วเกินไป เกิน 80 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผลคือ ล้อรีดน้ำไม่ทัน เกิดชั้นน้ำระหว่างยางกับถนน แรงเสียดทานต่ำรถจึงไถลหรือเหินได้
•   หากเกิดการเหินน้ำอย่าเหยีบเบรคกระทันหัน เพราะอาจทำให้รถหมุนและพลิกคว่ำได้
3.   ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลง
•   ถนนแห้ง เวลาขับกลางคืนแสงไฟหน้ารถจะกระทบกับผิวถนน ทำให้มีแสงไฟจำนวนมากกระทบเข้าตา จึงทำให้การมองเห็นถนนได้อย่างชัดเจน
•   ถนนเปียก เวลาขับกลางคืน แสงไฟจากหน้ารถส่วนใหญ่จะสะท้อนผิวน้ำไปด้านหน้า ไม่สะท้อนเข้าตาจึงทำให้การมองเห็นถนนไม่ชัดเจน และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ขับขี่ขณะฝนตกอย่างไรให้ปลอดภัย
การขับขี่ในช่วงหน้าฝนนั้นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เนื่องจากสภาพถนนที่เปียกและลื่น ดังนั้นควรใช้ความระมัระวังในการขับขี่เป็นพิเศษเลยเชียวนะ นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติม เพื่อการขับขี่ขณะฝนตกอย่างปลอดภัยดังนี้
•   เวลา ควรเผื่อเวลาในการเดินทางเอาไว้บ้าง เนื่องจากสภาพการจราจรที่ติดขัดในช่วงหน้าฝน
•   ความเร็ว ควรขับขี่ด้วยความเร็วที่กฏหมายกำหนดและลดความเร็วลงในช่วงระหว่างที่ฝนกำลังตก
•   ที่ปัดน้ำฝน ที่ปัดน้ำฝนต้องอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และพร้อมใช้งาน
•   ระยะห่าง ควรขับตามคันข้างหน้าด้วยระห่างที่ปลอดภัย และสามารถหยุดรถได้ทันทีหากเกิดเหตุที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นในระหว่างขับขี่
•   แสงสว่าง จำเป็นต้องเปิดไฟหน้ารถเมื่อต้องขับขี่ในระหว่างที่ฝนตก
•   การควบคุม ควรจับพวงมาลัยด้วยทั้งสองมือเลยนะ ตลอดเวลาที่ขับอยู่นั้น
แหล่งที่:https://www.carprakan.com

Tags: